ในหลายปีนี้ที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงมาก “ยอดขาย” อาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวที่สามารถวัดได้ แต่ยังน้อยไปอีกด้วย เพราะตอนนี้การวัดผลสามารถทำได้หลากหลายมิติ ยังควรรู้ถึง ข้อมูลเชิงรุกในธุรกิจ ของตัวเองได้อีกด้วย
อีกทั้งยังช่วยให้เราเข้าใจ “Insight และ พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์กำลังมองหา” ได้ลึกยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกหลายด้าน เช่น
✅ การวางแผนและกำหนดทิศทางกลยุทธ์ให้ชัดเจน สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ
🏅 สามารถทดลองและเรียนรู้จากการทำแคมเปญขนาดเล็กก่อนขยายผลในวงกว้าง
💵 บริหารงบประมาณได้คุ้มค่าตาม KPI ที่มีผลลัพธ์เหมาะที่จะนำไปพัฒนาต่อ
📊 เห็นภาพรวมยอดขายและผลกำไรที่เกิดขึ้นจริง
🎉 ขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้นเมื่อมีข้อมูลตัวชี้วัดที่ชัดเจนรองรับ
📍 การวัดผลที่ดี อย่างแรกที่อาจต้องทำคือ “การรวมข้อมูลเข้าสู่ที่เดียว” จะทำให้การวัดผลมีประสิทธิภาพ สามารถรวมข้อมูลจากทุกช่องทางเข้ามาเป็นมุมมองเดียว ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหน กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ชอบอะไร หรือมีกำลังซื้อเท่าไหร่ วิเคราะห์ข้อมูลสามารถทำออกมาได้อย่างแม่นยำ วัดผลได้จริง พร้อมต่อยอดสู่ การจัดกลุ่มลูกค้าและวางกลยุทธ์ให้แม่นยำมากขึ้น
5 KPI หรือ ตัวชี้วัดที่ไม่ว่าธุรกิจไหน ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างแน่นอน
1. Reach / Impression
วัดผลในเรื่องของ “การมองเห็น” เป็นการวัดผลตัวเลขจาก คอนเทนต์ที่นำเสนอ และ โฆษณาที่ถูกส่งออก ในแต่ละ Social Media Platform ไม่ว่าจะเป็น Facebook Ads, Google Ads, LINE OA หรือช่องทางอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นการวัดผลว่า มีคนเห็นทั้งหมดกี่คน (Reach) และ มีการมองเห็นทั้งหมดกี่ครั้ง (Impression) สามารถวัดประสิทธิภาพของโฆษณาได้ด้วยสูตรตามนี้เลย
📍 โฆษณานี้ถูกเห็นบ่อยมากแค่ไหน Frequency = Impression ÷ Reach
⭐️ Insight จากผลลัพธ์และตัวชี้วัดทั้งหมดบอกอะไร
✅ Reach ต่ำ = แคมเปญยังไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย
✅ Frequency สูงมากถึง 3-5 ครั้ง = โฆษณาเริ่มซ้ำ กลุ่มเป้าหมายลดความสนใจลง
2. Conversion
“ผลลัพธ์จริง” ว่าแคมเปญ อีเวนต์ การใช้บริการ หรือ การซื้อสินค้าด้วยจุดประสงค์ต่าง ๆ สามารถทำออกมาได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงการกรอกฟอร์ม สมัครสมาชิกด้วยเช่นกัน
📍 Conversion Rate = จำนวนคนที่ทำสำเร็จ ÷ จำนวนคนที่ใช้จริง
ผลลัพธ์จริงถ้าให้มองเห็นภาพชัดเจนเหมือนกับ ตั้งจำนวนคนที่ลงทะเบียนเข้าสู่งาน ÷ ด้วยคนที่เข้ามาที่งานจริง ทำให้เห็นได้ว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นในรูปแบบไหน โดยสามารถตั้งด้วยอะไรก็ได้ เช่น มีคนเพิ่มสินค้าลงตะกร้า ÷ คนที่ซื้อสินค้าจริงจ่ายเงินเรียบร้อย
⭐️ Insight ที่ได้จากการดู Conversion Rate คือ “การเข้าใจระดับความสนใจและความมั่นใจของกลุ่มเป้าหมายในการตัดสินใจซื้อ”
✅ Conversion Rate ต่ำ = กลุ่มเป้าหมาย “สนใจ” แต่ยังไม่ตัดสินใจ อาจเพราะยังไม่มั่นใจในสินค้า ราคา หรือขั้นตอนการสั่งซื้อ (เช่น ฟอร์มยุ่งยาก / ยังไม่ได้รีวิวประกอบการตัดสินใจ)
✅ Conversion Rate สูง = กลุ่มเป้าหมาย “สนใจและตัดสินใจซื้อจริง” แสดงว่ากระบวนการขายหรือข้อเสนอมีประสิทธิภาพ
ยังสามารถใช้ Conversion Rate เป็นตัวเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแต่ละช่องทางการขายได้ เช่น ช่องทางใด “ปิดการขาย” ได้ดีที่สุด หรือช่องทางไหนควรปรับปรุงขั้นตอนก่อนปิดการขาย
3. Average Order Value (AOV)
4. Repeat Purchase Rate (RPR)
การวัดผล “จำนวนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ” ในช่วงเวลานึง ตั้งแต่ช่วงเวลา 30 วัน / 60 วัน / 90 วัน ในครั้งนี้เราจะวัดไปยังกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะหายไป และยังคอยดูแลลูกค้าที่มีความภักดีกับแบรนด์ของคุณได้อีกด้วย พร้อมกับประเมินได้ว่าการมองหาลูกค้าใหม่หรือดูแลลูกค้าเก่าแบบไหนมีความคุ้มค่ามากกว่าเดิม
📍 RPR = จำนวนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ ÷ จำนวนลูกค้าใหม่ในช่วงนั้น ตัวอย่างของการกลับมาซื้อ ภายใน 60 วัน โดยเป็นลูกค้าเก่า 260 คน และมีลูกค้าใหม่ทั้งหมด 1,000 คน ซึ่งคิดเป็น 26% โดยปกติแล้วการค่ามาตรฐานของธุรกิจทั่วไปคือ 20-40% ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจอีกด้วย
⭐️ Repeat Purchase Rate แต่ละค่าช่วยบอกอะไร
✅ RPR ต่ำ = ลูกค้าซื้อครั้งเดียวแล้วหาย การดู Journey ของกลุ่มเป้าหมาย หรือทำ CRM เพื่อช่วยดึงลูกค้ากลับมา
✅ RPR สูง = ลูกค้าชอบและมีความภักดีกับแบรนด์ สามารถทำ CRM เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
5. ROI – Return on Investment
ส่วนสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน หลังทำการวัดผล KPI จากแคมเปญเรียบร้อยแล้วคือ “การวิเคราะห์” และ “นำไปพัฒนาต่อ” เพื่อให้แคมเปญหรือกลยุทธ์ทางการตลาดในครั้งต่อไป สามารถทำแล้วออกมาได้ผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น